Oct 20 2009

ประชาธิปไตย ต้องถ่วงน้ำหนัก

Category: Generalm3rLinEz @ 23:58

200px-Election_MG_3455

ตอนแรกผม “โยนหินถามทาง” ไปใน Facebook ด้วยหัวข้อ “ประชาธิปไตย ต้องถ่วงน้ำหนัก” ปรากฎว่ามีคนมาคอมเม็นต์สองคน คือทีระพาบ (เป็นไปตามแผน) แล้วก็พี่บอย ในเชิงไม่เห็นด้วย

ผมไม่ค่อยแปลกใจเท่าไหร่ถ้าจะมีคนไม่เห็นด้วยมากมายกับเรื่องนี้ จริงๆแล้วเรื่องนี้ผมก็เคยถกเถียงกับเพื่อนๆด้วยกันมาบ้างก่อนหน้านี้แล้ว ถ้าใครยังเข้าใจคำว่า “ถ่วงน้ำหนัก” ไม่ถูก ผมขอธิบายให้เห็นภาพคร่าวๆดังนี้

  • คะแนน Vote ของกลุ่ม A คิดเป็นคนละ 10 คะแนน
  • คะแนน Vote ของกลุ่ม B คิดเป็นคนละ 1 คะแนน
  • คะแนน Vote ของกลุ่ม C ไม่คิดคะแนน

ประเด็นสำคัญคือ แล้วเราจะเอาหลักเกณฑ์ที่ไหนมาจัด “มนุษย์” ผู้มีสติปัญญาในการตรึกตรองตัดสินใจแต่ละคน มาอยู่ในกลุ่ม A B หรือ C ???

ลองมาดูตัวอย่างง่ายๆพวกนี้ดู

  • ถ่วงน้ำหนักตามการศึกษา - เรียนมาสูง น้ำหนักมากกว่า
  • ถ่วงน้ำหนักตามอายุ อายุ - อายุมาก น้ำหนักมากกว่า
  • ถ่วงน้ำหนักตามประวัติการช่วยเหลือสังคม - ยังไง ???

อย่าแปลกใจถ้าจะไม่เห็นด้วยกับอะไรข้างบนเลย เพราะว่ามันมีปัญหามากมายในการจะนิยามอะไรแต่ละอย่างออกมา -- การศึกษาไม่ได้บอกว่าการตัดสินใจของบุคคลนั้นจะดีกว่า (และไม่ bias) อายุก็เช่นเดียวกัน

ประชาธิปไตยในสังคมอินเทอร์เน็ต ที่ใช้งานอยู่

แนวคิดที่ว่านี้ ผมเห็นที่ StackOverflow.com ซึ่งมันเป็นกระดานถามตอบสำหรับพวกโปรแกรมเมอร์

จุดเด่นที่น่าสนใจสรุปเป็นข้อๆคือ

  • สมาชิกใหม่ที่เข้าไป จะตั้งคำถาม และคำตอบได้เท่านั้น
  • ทุกครั้งที่มีคน “โหวต” ให้ เจ้าของคำถามหรือคำตอบจะได้ “คะแนนความน่าเชื่อถือ” เพิ่ม
  • สมาชิกที่มีคะแนนความน่าเชื่อถือเกิน N1 จะมีสิทธิ์ในการ “โหวต”
  • ความน่าเชื่อถือเกิน N2 มีสิทธิ์ในการแก้ไขข้อความที่คนอื่นเขียน
  • ความน่าเชื่อถือเกิน N3 สามารถ “แจ้งปิด” คำถามได้
  • แจ้งปิดเกิน M1 คน คำถามจะปิดโดยอัตโนมัติ

ผมว่ามันเป็น Model ที่วิเศษมาก เพราะมันสามารถป้องกันสังคมแห่งนี้จาก “สแปม” บนอินเทอร์เน็ตมากมายได้ รวมถึงคำตอบและคำถามดีๆ ก็จะได้รับการ “โหวต” จาก “สังคม” ให้มองเห็นและเข้าถึงได้โดยง่ายอยู่เสมอ

จริงๆแล้วหลักการประเภทโหวตนี่ก็มีใช้กันในเว็บในประเทศเหมือนกัน อย่างเช่นการโหวตความคิดเห็นใน manager, การสั่งปิดกระทู้ / ให้ gift ใน Pantip เป็นต้น

การถ่วงน้ำหนัก กับ ประชาธิปไตยในประเทศไทย

ระบอบประชาธิปไตยในอุดมคติ (abstraction) เหมือจะเป็นที่ที่ “ทุกคน” มีสิทธิ์เท่าเทียมกัน และเคารพความคิดเห็นคนอื่น แต่การนำไปใช้จริง (implementation) ของระบอบนี้ ผมคิดว่ายังไงก็ “ต้อง” มีการถ่วงน้ำหนัก ตัวอย่างใกล้ๆในไทย มันก็มีการถ่วงน้ำหนักในตัวมันเองอยู่แล้ว

"มาตรา 105 บุคคลผู้มีคุณสมบัติดังต่อไปนี้ เป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

         (1) มีสัญชาติไทย แต่บุคคลผู้มีสัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติต้องได้สัญชาติไทยมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปี

         (2) มีอายุไม่ต่ำกว่าสิบแปดปีบริบูรณ์ในวันที่ 1 มกราคมของปีที่มีการเลือกตั้ง และ

         (3) มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตเลือกตั้งมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่าเก้าสิบวันนับถึงวันเลือกตั้ง

 

"มาตรา 106 บุคคลผู้มีลักษณะดังต่อไปนี้ในวันเลือกตั้งเป็นบุคคลต้องห้าม มิให้ใช้สิทธิเลือกตั้ง คือ

         (1) วิกลจริต หรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ

         (2) เป็นภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนักบวช

         (3) ต้องคุมขังอยู่โดยหมายของศาลหรือโดยคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย

         (4) อยู่ในระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง"

 

สงสัยว่าในตอนเริ่มแรก ใครเป็นคนนิยามการ “ถ่วงน้ำหนัก” เหล่านี้ --  ทำไมต้องเป็นคนไทยมาอย่างน้อย 5 ปี -- ทำไมต้อง 18 ปี -- ถูกคุมขังแล้วทำไมถึงเลือกตั้งไม่ได้ – แล้วทำไมพระสงฆ์ต้อง Neutral …

จากที่ผมคุยกับเพื่อนๆ ผมรู้สึกว่า พอพูดเรื่อง “การถ่วงน้ำหนัก” ขึ้นมาทีนึง จุดโฟกัสเราจะพุ่งไปที่ “การไม่เคารพความคิดเห็นผู้อื่น” หรือ “ไม่เท่าเทียมกัน” “ดูถูกชาวนา” จริงๆแล้วเราน่าจะโฟกัสผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นด้วยว่ามันมีอะไรบ้าง -- การ ซื้อสิทธิ์ ขายเสียง มันก็คือการ “สแปม” ประเทศไทยดีๆนี่เอง

ทิ้งคำถามไว้ให้คิดกันเล่นๆ แล้วถ้าจะตั้งเกณฑ์ให้การ “ถ่วง” เพิ่ม จะตั้งยังไงดี ???

ปล. หลังจากเขียนเสร็จ เพิ่งจะเอะใจ ไปหาคำแนวๆ “Weighted Vote Democracy” ปรากฎว่าเจอหน้านี้ Voting System อ่านคร่าวๆแล้วรู้สึกมีเรื่องน่าสนใจหลายอย่าง ไว้จะไปอ่านต่อ

ปล2. คนที่เค้าเรียนรัฐศาสตร์ หรืออะไรทำนองนี้มา จะมีวิธีอธิบายเรื่องพวกนี้ หรือเข้าใจปัญหาแนวนี้มากกว่ารึเปล่าหว่า

ปล3. ขอขอบคุณบลอกชื่อคล้ายๆกัน “ประชาธิปไตย ต้องเรียนรู้” – แต่ไม่ใช่ว่ะ มันต้องปรับปรุง

ปล4. ผมสนใจการเมืองน้อยมาก ถ้ามี View อะไรอยากเสริม ช่วยคอมเม็นต์มาด้วย :)

Tags: ,

Comments

1.
teerapap teerapap says:

เรื่องนี้ต้องถกกันด้วยปาก ถึงจะมันส์ เพราะมันยาว

จริงๆ มันต่างกันนิดหน่อยว่ะ SO นี่ดูเหมือนจะประชาธิปไตย แต่จริงๆ กุว่ามันเป็นเป็นระบอบกษัตริย์ว่ะ อย่าเข้าใจผิด กลไกการโหวตของ SO ซึ่งเทียบได้กับกฏหมายของประเทศ มันกำหนดโดยเจ้าของเว็บขึ้นมาเอง ชุมชนไม่ได้ช่วยกันร่าง เพียงแต่คนที่เข้าเว็บคือ คนที่เข้ามาด้วยการยอมรับกลไกนี้อยู๋แล้ว คนที่ไม่ยอมรับก็ทำไรไม่ได้ ก็ไม่เข้าใช้เว็บ ไม่อยู๋ในประเทศนี้ และกุไม่แน่ใจว่า SO อำนาจในการแก้กฏยังอยู่ที่เจ้าของเว็บรึเปล่า ชุมชนทำได้แค่เสนอ เพราะฉะนั้น ก็มีคนหรือกลุ่มคนเท่านั้นที่กำหนดกฏและควบคุมได้ ไม่ใช่ ทุกๆคน
ก็คือ "กุดูแลพวกมึงเอง และจะทำให้อยู่ด้วยกันได้"

แต่ประชาธิปไตยในความคิดกุ คือ ทุกคนเป็นเจ้าของประเทศ ทุกคนมีสิทธิเท่ากันในกลุ่ม ถ้าวันนึงพระเจ้ามีจริง มาตั้งกฏให้ ก็คงจะตั้งกฏถ่วงได้และมีลักษณะเหมือนกับ SO แต่นี่ยังไม่พบพระเจ้า
ทุกคนก็ควรจะมีสิทธิเท่ากัน ไม่มีใครเหนือกว่าใครว่ะ (คิดหาวิธีถ่วง จะยิ่งมีปัญหาตามมา)

แต่ถ้าทุกๆคนในชุมชน โหวตกันแล้วด้วยสิทธิเท่าเทียมกัน ว่าควรจะถ่วงด้วยอะไร แล้วทุกคน "เคารพ" อย่างนั้นก็โอเค กุเลยบอกว่า ประชาธิปไตยมันต้องเคารพความเห็นคนอื่นให้ได้ก่อน แล้วจะทำอะไรก็ทำ โหวตทำกันตามผลโหวต รวมทั้งแก้ตัวของมันเองด้วย แต่ประเด็นคือ ถ้าไม่เคารพเมื่อไหร่ แม้จะโหวตชนะ มันก็ไร้ค่า "ก็ไม่ยอมอะ จะทำไม" บังคับใช้ไม่ได้ ทางออกกลายเป็นก็คือ แยกกลุ่ม แยกประเทศกัน เป็นงั้นไป นั่นคือ พอไม่เคารพกัน ก็แตกแยกและอยู่ร่วมกันไม่ได้ ทำอะไรไม่ได้

ตัวอย่างเรื่อง "สแปม" ที่มึงยกขึ้่นมา ฟังดูดี แต่จริงๆคือมึงตัดสินด้วยความคิดมึงไปแล้วว่า "สแปม" เป็นสิ่งไม่ดี ไม่ควรจะให้มีอยู๋ในสังคม นั่นคือมึงตัดสินไปแล้ว ที่บอกให้โฟกัสไปที่ผลประโยชน์​ โฟกัสผลประโยชน์ใครดีล่ะ? ถ้าจะกำจัด "สแปม" นั่นคือผลประโยชน์ของมึง แต่ถ้าจะให้มี "สแปม"​นั่นก็ผลประโยชน์ของฝั่งปล่อยสแปม
ถ้าสมมุติ คนที่เห็นด้วยกับการมี "สแปม" อยู่มากเกินครึ่ง นัึ่นคือ "สแปม"​ เป็นสิ่งที่ถูกสำหรับกลุ่ม มึงที่ไม่เห็นด้วยถือเป็นส่วนน้อยของกลุ่ม อาจจะไม่ "ยอมรับ" แต่ก็ควรจะ "เคารพ" ความคิดเห็นเค้า และสิ่งที่มึงทำได้ คือ ไปหว่านล้อม โน้มน้าว ชักชวน พวกที่เห็นด้วย มาไม่เห็นด้วยเหมือนกับมึงให้ได้ เพื่อให้มึงเป็นส่วนใหญ่ให้ได้ กุว่านั่นคือวิธีที่ถูก

ขอบคุณคับ

2.
teerapap teerapap says:

จริงๆ เรื่องที่มึงพูด ตรงกับ blog อันนี้มากกว่านะ
http://www.teerapap.net/blog/2007/08/%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B9%83%E0%B8%88%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%9B%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B8%A2%E0%B9%81/

3.
m3rlinez m3rlinez says:

@teerapapc ชิต! ยาวว่ะ

1. ผมเห็นด้วยกับคุณนะ เรื่องเจ้าของเว็บก็เป็นคนสร้างกฎขึ้นมาโดย force แต่จริงๆแล้วทุกอย่างที่เราปฎิบัติตามกันอยู่ทุกวันนี้ ทั้งรัฐธรรมนูญ กฎหมาย มันก็เป็นการตกลงกันของคน "กลุ่มเดียว" ไม่ใช่เหรอ (คนกลุ่มนี้อาจจะโดนเลือกมาอีกทีนึงโดยประชาชน เพื่อให้ทำหน้าที่สร้างข้อกำหนดดังกล่าว) ถ้าเราจะใช้คนกลุ่มเดียวกันในการออกกฎถ่วงน้ำหนัก มันก็เป็นเรื่องปกติในระบอบรัฐธรรมนูญ (แบบที่ใช้กันอยู่) ไม่ใช่เหรอ ???

2. ประชาธิปไตยในแบบของคุณ คือ ทุกคนเป็นเจ้าของประเทศ ทุกคนมีสิทธิ์เท่าเทียมกัน ทุกคนมีสิทธิ์โหวต ถ้า 80% ของคนทั้งประเทศเป็น แมงเม่า อีก 20% เป็นคน มติกลุ่มคือ "เราควรบินเข้าหาเปลวไฟ เพราะมันสวยดี" ทำให้ทั้งกลุ่มเสียชีวิต แบบนี้คุณจะยังยอมรับอยู่รึเปล่า? (จริงๆแล้วผมรู้ว่าคุณยอมรับเพราะเคยคุยมาแล้ว แต่อยากยกไว้ให้อ่านอีกรอบ)

ผมคิดว่าประเด็นด้านบน เป็นสาเหตุทำให้ระบบมันต้องถ่วงน้ำหนัก เช่น การไม่ให้ คนวิกลจริต เด็ก คนที่ติดคุก โหวต คำถามผมคือว่าการไม่ให้คนเหล่านี้โหวตเป็นการละเมิดประชาธิปไตยในความคิดคุณรึเปล่า ??? แล้วถ้าจะเพิ่มข้อกำหนดบางอย่างที่ทำให้คนโหวตไม่ได้มีจำนวนเพิ่มขึ้น คุณว่ามันจะเป็นยังไง ???

3. ที่ผมยกเรื่องสแปมขึ้นมา ผมอยากให้เพิ่ม assumption เข้าไปอีกอย่างว่า คนในสังคมได้ตกลงกันเรียบร้อยแล้ว (จะโดยการโหวตหรือยังไงก็ตามแต่) ให้สแปมเป็นเรื่องไม่สมควร ... ซึ่งถ้าเอาในประเทศเราจริงๆ ผมยังเชื่อจากสิ่งที่เห็นว่า สังคมเราก็ไม่อยากให้มีการซื้อสิทธิ์ขายเสียงนะ Smile

ขอบคุณสำหรับคำตอบครับ

4.
blueflame blueflame says:

เอ่อ...แอมอยากแสดงความคิดเห็นยาวๆ นะคะ แต่ตอนนี้สภาพเน่ามาก (คืนหมาหอนก่อนแสดงละครเวทีล้อเลียนการเมืองเสียดสีสังคม) - -"
เอาเป็นว่าแอมขอแปะ quote 2 อันที่แอมชอบมากๆ และสะท้อนจุดยืนของแอมในประเด็นนี้ของพี่แก๊นละกันนะคะ Tong

"Democracy... is a charming form of government, full of variety and disorder; and dispensing a sort of equality to equals and unequals alike." - Plato

"สิ่งที่ถูกต้องคือถูกต้อง แม้ไม่มีใครทำสิ่งนั้น สิ่งที่ผิดคือผิด แม้ทุกคนทำสิ่งนั้น" - ศาตราจารย์สังเวียน อินทรวิชัย

ปล. ชอบความเห็นของ @teerapapc
ปล.2 ถ้าพี่แก๊นอยากยกปัญหาเรื่องการซื้อสิทธิ์ขายเสียงเป็นตัวอย่างในการสนับสนุนแนวคิดการโหวตแบบถ่วงน้ำหนัก แอมขอเสนอให้พี่ลองค้นคว้าเกี่ยวกับปัจจัยแวดล้อมของปัญหานี้ในมุมมองต่างกันดู นักสังคมศาสตร์หลายๆ คนมองปัญหานี้ร้ายแรงไม่เท่ากัน บางคนยึด morality บางคนยึดหลักส่วนเกินทางเศรษฐกิจ บางคนก็ยึด ego ส่วนตัวแอมไม่เห็นด้วยที่จะอ้างการซื้อสิทธิ์ขายเสียงในการทำการโหวตแบบถ่วงน้ำหนักค่ะ ขอบคุณค่ะ Smile

5.
m3rlinez m3rlinez says:

@blueflame ขอบคุณน้องแอม จริงๆพี่อ่าน quote ที่ยกมาไม่ค่อยจะเข้าใจเท่าไหร่ รอน้องแอมมีพลังเมื่อไหร่อย่าลืมมา clarify Smile

จริงๆแล้วพี่อยากได้คำตอบของคำถามข้อ 2 ที่ถามทีระพาบไปมาก ส่วนเรื่องการเอาตัวอย่างการขายเสียงมาเพราะเห็นว่ามันมองเห็นชัดดี อีกตัวอย่างก็คงเป็นนิทานเรื่องแมงเม่าที่เล่าไปให้ฟัง

ตอนนี้ทุกคนยังเข้าใจตรงกันอยู่รึเปล่า ว่า weight ที่พูดถึงกันตอนนี้ ยังมีแค่ คูณ 1 กับ คูณ 0 ???

6.
m3rlinez m3rlinez says:

@teerapapc อ่าน คห. ซ้าๆไปมาหลายรอบ เหมือนจะเข้าใจเพิ่มอีกว่าคุณเข้าว่า ถึงแม้จะเอาระบบ weight หรือการบังคับอะไรต่างๆมากมายมาบังคับใช้ แต่ถ้าสุดท้ายคนในระบบไม่เห็นด้วย / เคารพ กับวิธีการเหล่านั้น ก็จะเกิดกระแสต่อต้านขึ้นมาอยู่ดี ???

ผมเห็นด้วยว่าถ้าเลือกการตัดสินใจที่คนหมู่มากเห็นด้วย ปัญหาต่อต้านน่าจะเกิดขึ้นน้อยลงเยอะ ในทางกลับกันผมรู้สึกว่าวิธีการแบบนี้ ผลลัพธ์ในการตัดสินใจขึ้นอยู่กับความสามารถในการตัดสินใจของคนหมู่มาก ถ้าคนหมู่มากตัดสินใจไม่ดี ผลลัพธ์กลุ่มก็จะไม่ดี นี่มันเป็นเรื่องที่ยอมรับกันได้ในระบอบนี้จริงๆเหรอ ???

7.
teerapap teerapap says:

@m3rlinez มันคงจะยาว ทีละเรื่องนะ

กุคิดว่ามึงเข้าใจความคิดกุระดับนึงแล้วนะ แต่อ่านๆที่มึงตอบแล้ว กุรู้สึกว่า เรากำลังพูดเรื่องประชาธิปไตยเหมือนกัน แต่คนละช่วง
สำหรับกุ กุพูดประชาธิปไตยในระดับพื้นฐานมากๆๆๆๆๆ คือทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกัน
แต่ของมึง พูดถึงประชาธิปไตยในระดับที่พัฒนาสูงกว่าที่กูพูดถึงไปแล้ว โดยใส่ assumption (ที่มึงคิดว่าถูก) ไปหลายๆอย่างแล้ว แล้วพยายามจะพัฒนาต่ออีก

สำหรับกุ ถ้าทุกคนโหวตตามระบอบประชาธิปไตยระดับพื่นฐานเรื่องการ โหวตถ่วงน้ำหนัก เรียบร้อย แล้วทุกคนเคารพ อันนี้กุก็โอเคกับการถ่วงน้ำหนักนะ
แต่ประเด็นคือ ประชาธิปไตยในประเทศเราตอนนี้ ยังไม่ไปถึงตรงนั้น ประชาธิปไตยพื้่นฐานเรายังทำได้ไม่ดีเลย ปัญหาง่ายๆหลายอย่าง เรายังไม่สามารถแก้ไข
หรือดำเนินการด้วยประชาธิปไตยได้เลย เรายังไม่เคารพความเห็นซึ่งกันและกันเลย เอาแต่แบ่งพรรคแบ่งพวก เทลาะกัน โหวตเสร็จก็ไม่ยอมรับ และยังความแตกต่างทางการศึกษาอีก
คนที่มีการศึกษาสูง กับ คนที่ด้อยการศึกษา พูดกันให้ฟังกันรู้เรื่อง ให้เข้าใจกันมันก็ยาก นั่นยิ่ง lead ให้ไม่เคารพความเห็นซึ่งกันและกันอีก (mindset มันต่างกัน)

เพราะฉะนั้่น เรื่อง การถ่วงน้ำหนัก ยังไกลไปสำหรับประชาธิปไตยในประเทศเรา และยังไม่จำเป็น และในความเห็นกุ มันเป็นส่วนต่อยอด (plugin) ไม่ใช่หัวใจของประชาธิปไตย

ทีนี้ ตอบข้อ 2 และส่วนขยายของมึง
ใช่ ผมจะยอมแมงเม่า ผมยอมทำตามเพราะผมเคารพเสียงส่วนใหญ่ของกลุ่ม แม้ผมจะ "ไม่ยอมรับและไม่เห็นด้วย" แต่ ผมจะ "เคารพความคิดเห็นของพวกเค้า"
ถ้าแมงเม่าโหวตชนะแบบนั้น ผมที่เป็นคน ทำได้ 2 ทางคือ
1. ออกจากกลุ่มไปเลย ไปตั้งกลุ่มของตัวเอง ไม่ยุ่งเกี่ยวกันอีก ถ้า แมงเม่าจะมาบังคับอีก ก้ต้อง สู้รบกันล่ะ
2. แต่ถ้ายังจะอยุ่ในกลุ่มต่อ ผมจะยอมทำตาม แต่ผมก็จะแสดงความไม่เห็นด้วย และจะพยายาม ชักชวน โน้มน้าว หรือให้การศึกษาให้ แมงเม่าเห็นด้วย และตัดสินใจ
เหมือนผม ว่าไม่ควรกระโดดเข้ากองไฟ  ผมจะพยายามชักชวนให้ฝ่ายผมเป็น หมู่มากให้ได้   และนี่คือสิ่งที่ควรจะทำ เพื่อให้อยุ่ด้วยกันได้

เรื่อง คนวิกลจริต ใช่ครับ นั่นคือการถ่วงน้ำหนัก แต่จากช่วงเวลาที่ผ่านมา เหมือนจะพิสูจน์แล้วว่าไม่มีคนค้านเรื่องนี้ (หรืออาจจะเพราะคนเสียประโยชน์ ไม่อยุ่ในสภาพที่จะค้าน หรือโน้มน้าวคนอื่นได้) นั่นก็คือสิ่งที่กุพูดตอนแรก ว่า ถ้าเป็นเกณฑ์การถ่วง ที่ทุกคนยอมรับ และโหวตเรียบร้อย และเคารพ มันก็ถูกต้องตามระบบ

เรื่อ "สแปม" ซื้อสิทธิขายเสียง นั่นมึงก็บอกเองว่า มันเป็น assumption ประเด็นคือ มึงพิสูจน์ได้รึเปล่า ว่า ทุกคนเห็นด้วยกับ assumption นี้ว่ามันเป็นเรื่องไม่ดี พิสูจน์ได้รึเปล่า
มันก็ต้องโหวตใช่รึเปล่าครับ? มึงไม่สามารถอ้างได้ว่า "เท่าที่มึงเห็น" นั่นคือสิ่งที่ "สังคมเห็น" ด้วย แล้วถ้าจะ หาเกณฑ์มาถ่วง มันก็ต้องพิสูจน์ให้ได้ และเคารพผลการโหวตนั้น

เรื่อง การตัดสินใจของคนหมู่มาก ใช่ ถ้าการคนหมู่มากตัดสินใจไม่ดี ผลลัพธ์กลุ่มก็จะไม่ดี ใช่ นี่เป็นจุดอ่อนของประชาธิปไตย ประชาธิปไตยไม่ได้ดีเลิศ แต่ในความคิดกุ มันดีกว่า เผด็จการ ที่ขึ้นกับคนๆเดียวหรือกลุ่มๆเดียว และมัน แฟร์ ที่สุด เท่าที่จะเป็นไปได้แล้ว ที่ทำให้คนอยู่ร่วมกันได้
หรือจริงๆ อาจจะพูดได้ว่า ที่บอก ผลลัพธ์ของกลุ่มไม่ดีน่ะ มันไม่ดีในความคิดมึงซึ่งเป้นส่วนน้อย คนส่วนใหญ่ของกลุ่มคิดว่าดี เค้าถึงโหวต ไม่งั้นไม่โหวตหรอก

จริงๆ กุคิดแม้กระทั่งว่า การซื้อสิทธิขายเสียง เป้นเรื่องไม่ผิดด้วยซ้ำ กุคิดว่าระบอบประชาธิปไตยคือการหาผลประโยชน์มากที่สุด หรือ max profit ของกลุ่ม โดยรวมผลประโยชน์ของสมาชิกในกลุ่ม โดย ทุกๆคนในกลุ่มมีสิทธิที่จะเรียกร้องได้เท่าๆกัน
เหมือนกับ ทุกๆคน มีเหรียญทอง คนละเหรียญ ประเด็นคือ เค้าจะมอบเหรียญทองสุดล้ำค่าที่เค้ามีเพียง 1 เหรียญเนี่ย ให้ใครเพือแลกให้ตัวเองได้ประโยชน์มากที่สุด
คนที่อยากได้เหรียญทองที่มากที่สุด เพื่อจะได้ มีอำนาจขึ้นมาดูแลคนทั้งกลุ่ม ก้จะเอาผลประโยชน์มาแลก บอกว่า "ถ้าคุณให้เหรียญผมนะ ผมจะสร้างถนนผ่านหน้าบ้านคุณเลย จะให้เหรียญผมมั้ย"  คนอื่นก็จะเสนอผลประโยชน์อีกแบบ "ถ้าคุณให้เหรียญผม ผมจะให้เงินที่คุณเอาไปใช้ซื้อของได้เลย" คนที่ถือเหรียญเค้าก็จะคิดๆๆๆ และเลือกสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเค้า มันคือ ทุกๆคนพยายามจะเลือกผลประโยชน์ที่ดีที่สุด สำหรับตัวเอง และผลลัพธ์มันก็กลายเป็นผลประโยชน์ที่ดีที่สุดของกลุ่ม
(ตรงนนี้ เป้นอันตรายสำหรับระบอบประชาธิปไตย ถ้าสมาชิกในกลุ่ม ไม่คิดจะหาประโยชน์จากเหรียญทองของตัวเอง และไม่สนใจกลุ่ม)

การขายเสียง คนที่ขายเสียง เค้าก็ต้องคิดให้ดีว่า ถ้าโหวตให้คนที่ไม่ดีไป แล้วได้ 200 บาทมา คุ้มค่ารึเปล่า กับโหวตให้อีกคนแล้วเค้ามาพัฒนานู่นนี่ให้  จริงๆมันก็ผลประโยชน์ทั้งคู่ แต่ต่างรูปแบบกันแค่นั้นเอง แต่บังเอิญ กุเข้าใจว่า สำหรับคนต่างจังหวัด เลือกคนที่ให้ 200 บาทยังอาจจะคุ้มกว่า มารอหวังให้รัฐบาลมาพัฒนาอะไรให้ เพราะรัฐบาลมัวแต่ไปห่วงใย นักธุรกิจ หรือคนกรุง ไปสร้าง BTS เพื่อให้คนกรุง เดินห้างได้สะดวกขึ้น ทั้งๆที่เค้า เดินไปโรงเรียนข้ามเขาเป็นลูกๆ และพรุ่งนี้ยังไม่รู้จะกินอะไร (นี่เป็นความเห็นส่วนบุคคล)
แต่ประเด็นก็คือ ขึ้นอยุ่กับเค้าว่า เค้าจะใช้เสียงที่มีอยุ่กับเค้า 1 เสียงให้เกิดประโยชน์ต่อเค้าได้แค่ไหน เท่านั้นเอง แต่บังเอิญมีคนบางกลุ่ม ริบอกว่า พวกซื้อเสียงคิดอย่างงั้นไม่ถูก 200 บาท มันไม่คุ้มค่าซะหน่อย ห้ามๆๆๆพวกนี้โหวต กลายเป้นงั้นไป แทนที่จะไปสอนวิธีคิดให้เค้า ให้การศึกษาเค้า ให้เค้าคิดได้เก่งๆเหมือนคุณ

นี่แหละครับ คือความเห็นผม

8.
teerapap teerapap says:

@blueflame ขอบคุณน้องแอมสำหรับ quote นะ แต่ clarify อันภาษาอังกฤษหน่อยก็ดี Laughing

ผมว่าการที่ คุยเรื่องพวกนี้ มันได้ขบคิด และตกตะกอนหลายๆอย่างนะ ซึ่งวัยรุ่นยุคเราไม่ค่อยสนใจกัน อนาคตจะลำบาก

9.
m3rlinez m3rlinez says:

ผมว่าผมเข้าใจนะ ที่คุณอยากให้ทั้งสอง (หรือมากกว่า) กลุ่มปรับความเข้าใจเข้าหากัน ตกลงหาข้อสรุปให้ได้ ประชาธิปไตยจะได้ "ลู่เข้า" หลังจากนั้นแล้วจะมี Plug-in อะไรตามมาก็แล้วแต่ ซึ่งคุณมองว่ามันเป็น phase หลัง

แต่ที่ผมมองคือ ผมมองว่าการถ่วงน้ำหนักเป็นกลไกทำให้ประชาธิปไตยมัน "ลู่เข้า" ได้เร็วขึ้น

ตัวอย่างที่คุณยกมาเรื่องคนเอาคะแนนโหวตไปแลกกับเงิน 200-500 บาท ผมคิดว่าคนพวกนี้เลือกใช้คะแนนเสียงให้เกิดประโยชน์กับตัวเองทางใดทางหนึ่งก็จริง แต่มันถูกตามระบอบประชาธิปไตยที่ควรจะเป็นแล้วหรือ ????

อยากให้นึกภาพการใช้ท้องถนน ถ้าเราไม่ screen คนออกด้วยการสอบใบขับขี่ ทุกวันนี้ถนนคงจะวุ่นวายและเกิดอุบัติเหตุบ่อยขึ้น ถ้าเราไม่มาโหวตหรือตกลงร่วมกันซักทีว่าเราจะ screen "ผู้ด้อยความสามารถทางประชาธิปไตย" ออกไปด้วยเกณฑ์ไหนบ้าง (จากเดิมที่มีเกณฑ์อยู่แล้วส่วนหนึ่ง) ปล่อยให้พวกเค้าใช้ "อำนาจ" ที่มีโดยไร้ความรับผิดชอบแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ ผลลัพธ์ที่ได้จากการตัดสินใจใดๆจากสังคม มันจะมีความหมายอะไรจริงๆเหรอ ???

ผมมีไอเดียเล่นๆตอนนี้เลยว่า ถ้าเราจะต้องเพิ่มการสอบ license สำหรับการเลือกตั้งด้วย โดยการให้ทำข้อสอบวัดความเข้าใจประชาธิปไตยคล้ายๆสอบใบขับขี่ (โอเค มีคนอ่านหนังสือไม่ออกในประเทศนี้เยอะ เด๋วค่อยว่ากัน) แบบนี้ยังดูขัดกับประชาธิปไตยของคุณรึเปล่า

ปล. ให้เพิ่ม assumption ว่า เราตกลงกันในประเทศสารขัณฑ์ด้วยการโหวตเรียบร้อยแล้วว่า จะเพิ่ม license การเลือกตั้ง
ปล2. ผมได้คีย์เวิร์ดจากน้องแอมเลยไปอ่านเพิ่ม พบว่า Plato (และ Socrates) เป็นอีกกลุ่มที่ต่อด้าน Democracy ในสมัยนั้นมาก ยังอ่านไม่จบ

The failure of Democracy - faculty.frostburg.edu/phil/forum/PlatoRep.htm




10.
กร กร says:

สวัสดี

11.
not busy not busy says:

    อืมเรื่องข้อสอบ license น่าคิดมากเลยน่ะ เราคิดว่าถ้าเราเข้าสอบคงตกน่ะ ฮ่าๆ ไม่ค่อยจะรุเรื่องอารายสักเท่าไร แต่เราเชื่อว่ามันแค่เพิ่มความซับซ้อนในการโกงอ่ะหรือไม่อาจจะต้นทุนการโกงลดลง เพราะว่าหัวล่ะ 200 หลายๆหัวก็แพง ถ้าโกงข้อสอบก็แค่โกง system อ่ะ โหต้นทุนลงมาเพียบเลยอ่ะ ดีเนอะโกงซับซ้อนมากขึ้นแล้วก็ถูกลง เราว่าพวกเราต้องศึกษาธรรมมะมากขึ้นอ่ะ เราไปอ่านเจอมาว่า ระบบอ่ะ ถ้าคนส่วนมากโกงก็ต้องรับกรรมตามคนส่วนมาก เหมือนซานติก้าผับอ่ะอันนี้อาจจะแอบนอกเรื่องคนที่ถึงที่ตายไปร่วมกันมากๆก็เกิดเหตุอ่ะ ส่วนน้อยก็โดนลูกหลงอ่ะ ถ้าจะปรับเรื่องพวกนี้อาจจะต้องพึ่งศาสนสอนให้เชื่อเรื่องบาปกรรมไรงี้อ่ะน่ะ จริงๆแล้วอ่านแล้วอาจจะกังวลนิดหน่อยแต่ว่าก็ได้ความรู้แล้วก็สนุกดีน่ะ อย่าลืมอ่านหนังสือธรรมมะน่ะทุกคน ^-^

Add comment


(Will show your Gravatar icon)

biuquote
  • Comment
  • Preview
Loading